การจัดการศึกษา
การจัดการศึกษาระดับอนุบาล
การจัดการศึกษาระดับอนุบาล เป็นการเตรียมความพร้อมให้แก่เด็ก มิใช่การ สั่งให้พร้อม หรือ เร่งให้พร้อม ก่อนวัย แต่เป็นการพัฒนาเด็กตามศักยภาพอย่างเหมาะสม มีลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากการศึกษาระดับอื่น ๆ ทั้งนี้เพราะ เด็กวัยนี้เป็นช่วงแห่งพัฒนาการของอนาคต ซึ่งเป็นวัยที่สำคัญ ต่อการวางรากฐานชีวิต บุคลิกภาพ และการพัฒนาสมอง
ลักษณะการจัดการศึกษา
เป็นการจัดการศึกษาเพื่อดูแลและสร้างเสริมพัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม จิตใจ และสติปัญญา โดยมุ่งเน้นไปที่
พัฒนาการเด็ก หมายถึง การจัดการเรียนการสอนที่ครูจัดขึ้นตรงตามระดับพัฒนาการตามวัยและครอบคลุม เพื่อส่งเสริมพัฒนาการ โดยองค์รวม (พัฒนาการทางด้าน ร่างกาย อารมณ์ สังคม จิตใจ และสติปัญญา)
ใจ เด็ก หมายถึง การเรียนการสอนที่ครูจัดขึ้น โดย คำนึงถึงความต้องการ ความสนใจตามวัย เพื่อให้เด็กมีความสุข และมีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้
อนาคต เด็ก หมายถึง การจัดการเรียนการสอน เพื่อ สร้างความพร้อมให้เด็กเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณค่า มีความสามารถ ปรับตัวเข้ากับสังคมและมีทักษะทางปัญญาตามวัย
ใจ เด็ก หมายถึง การเรียนการสอนที่ครูจัดขึ้น โดย คำนึงถึงความต้องการ ความสนใจตามวัย เพื่อให้เด็กมีความสุข และมีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้
อนาคต เด็ก หมายถึง การจัดการเรียนการสอน เพื่อ สร้างความพร้อมให้เด็กเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณค่า มีความสามารถ ปรับตัวเข้ากับสังคมและมีทักษะทางปัญญาตามวัย
การจัดการศึกษา
เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับเด็กวัยนี้ ต้องอาศัยความตระหนักของบุคคลที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ได้แก่
คุณ พ่อ คุณแม่ (Viewing Parents) ซึ่งถือเป็นครู คนแรกและเป็นแบบอย่างให้แก่ลูก พ่อแม่เป็นบุคคลแรกที่ลูกรู้จัก เป็นผู้ปลูกฝังความคิดและพัฒนาบุคลิกภาพตลอดจนศักยภาพทางสังคม
คุณ ครู (Feeling Teachers) เป็นแม่คนที่สอง ที่มีวิญญาณแห่งความเป็นครู ให้ความรักความอบอุ่นแก่เด็ก แต่มิใช่ การตามใจ เป็นความรักที่กระทำอย่างมีเหตุผลไม่มากและไม่น้อยเกินไป
ผู้ บริหาร (Friendly Administrators) เป็นกัลยาณมิตร ที่มีความเข้าใจถึงความละเอียดอ่อน และเห็นความสำคัญต่อ การวางรากฐานของชีวิต พร้อมจะสนับสนุนให้การจัดการศึกษา ระดับอนุบาล มีคุณภาพสูงสุดต่อเด็ก ฉะนั้นการจัดการศึกษาที่ดีสำหรับเด็ก ก็ควรที่จะเหมาะกับวัย และเป็นไป อย่างสอดคล้องกับธรรมชาติของเด็ก สรรค์สร้างบรรยากาศ สภาพแวดล้อมภายนอกที่ร่มรื่น สะอาด ปลอดภัย รวมถึง การจัดสภาพแวดล้อมภายในห้องเรียนที่มี ?มุมการเรียนรู้ ที่เปิดโอกาสให้เด็กได้เลือก ได้เล่น ได้เรียนรู้ เพราะห้องที่เห็นว่า ห้องเล่น ของเด็กวัยนี้ก็คือ ห้องเรียนของพวกเขานั่นเอง
มุมการเรียนรู้ที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการ
มุมบทบาทสมมติ เช่น มุมบ้าน-มุมครัว มุมหมอ มุมร้านค้า เป็นต้น อันมีอุปกรณ์ และวัสดุ เช่น เสื้อผ้า เครื่องครัวถ้วยชาม ฯลฯ ที่เด็กจะได้เรียนรู้บทบาทสมมติของบุคคล และหน้าที่รับผิดชอบ
มุมวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ?ช่วยให้เด็ก ๆ จะได้ฝึกทักษะการสำรวจ ค้นหาการสังเกตความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์จากความสนใจของเด็กเอง วัสดุ อุปกรณ์ ที่เตรียมให้เช่น อ่างปลา เครื่องชั่งตวงวัด แว่นขยาย วัสดุธรรมชาติ ฯลฯ
มุมศิลปะ ช่วยพัฒนาเรื่องของกล้ามเนื้อมือ ตลอดจนสายตา และการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ ได้สร้างผลงานจากจินตนาการความรู้สึกนึกคิด ประกอบด้วยกิจกรรม การปั้น กิจกรรมสีน้ำ กิจกรรมสีเทียน กิจกรรมประดิษฐ์ ที่เด็ก ๆ จะได้เรียนรู้
มุมบล็อก ช่วยให้เด็กจะได้เรียนรู้เรื่องโครงสร้าง และมิติสัมพันธ์ ได้คิดสร้างสรรค์ สถาปัตยกรรมจำลองจากมือเล็ก ๆ ของเด็ก
มุมหนังสือ ช่วยให้เด็กจะได้ซึมซับถึงความสำคัญของการอ่าน อันเป็นรากฐานของการเรียนรู้ ค้นคว้า และเกิดจินตนาการที่งดงามจากการอ่านนิทานหรือหนังสือ ที่พวกเขาสนใจ
การพัฒนาเด็ก ไม่ควรพรากการเล่นออกจากชีวิตของเขา เพราะ เด็กกับการเล่นเป็นของคู่กัน และเล่นคือการเรียนรู้ของเด็ก ซึ่งสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ สมเด็จย่า ท่านทรงเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาเด็กด้วยการเล่น และการใช้กิจกรรมพัฒนาพระโอรส และพระธิดาทุกพระองค์ ดังนี้
คุณสุมาลัย ชุตินันท์ พระพี่เลี้ยง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อานันทมหิดล ได้กล่าวถึง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เมื่อพระชนมพรรษาประมาณ 2 ชันษาว่า
ตอน ทรงพระเยาว์จะอยู่ในที่ที่มีลูกกรงกั้น ทรงมีของเล่นเยอะมาก วันหนึ่งฉันคลานผ่านไป เป็นเวลาพักจะไม่มีคนเฝ้า เพราะสมเด็จพระชนนีไม่โปรด ท่านต้องการให้พักเพียงเงียบๆ หรือเล่นเงียบๆ เพื่อ ให้พระองค์เล็กๆ ใช้พระสติปัญญาว่าจะทรงต่อหรือเล่นอย่างไรกับของเล่น เป็นเรื่องของการฝึกพระสติปัญญาให้เป็นคนฉลาด
และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาส ราชนครินทร์ ทรงกล่าวว่า ” พวกเราได้อยู่กลางแจ้งมาก ได้สูดอากาศบริสุทธิ์ เวลานั้นอากาศวังสระปทุมยังบริสุทธิ์เพราะอยู่นอกเมือง เราจะใช้เวลาเล่นกัน เพราะแม่ถือว่าการเล่นเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับเด็ก
การจัดการศึกษาระดับอนุบาลที่สัมฤทธิ์ผล คือ ภาพสะท้อนทัศนคติ ที่เกิดขึ้นในหัวใจของเด็กว่า โรงเรียน ของหนูน่าอยู่ หนูอบอุ่น ตั้งแต่ก้าวแรก หนูหายใจสะดวก อากาศบริสุทธิ์ มีที่ว่างให้หนูวิ่งเล่น ห้องเรียนของหนูน่าเรียนรู้ มีมุมการเรียนรู้ที่ท้าทายให้หนูคิดสร้างสรรค์ และหนูจะเติบโตขึ้นอย่างสมบูรณ์ ทั้งร่างกายที่แข็งแรง ช่วยเหลือตัวเองได้ มีเพื่อน รักเพื่อน รักครู และหนูก็พร้อมที่จะอ่าน เขียน ด้วยกำลังใจ ที่ได้รับจาก คุณพ่อ คุณแม่ และคุณครูที่ใจดีครับ/ค่ะ
การเรียนการสอนแบบสองภาษา (Bilingual)
การจัดการเรียนการสอนแบบผสมผสาน 2 ภาษา คือ ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถใช้ภาษาทั้งสองได้เป็นอย่างดี นักเรียนจะมีครูชาวต่างชาติเจ้าของภาษา และครูไทยประจำชั้น คอยเอาใจใส่สอนวิชาตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ นักเรียนจึงได้เรียนวิชาต่าง ๆ ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทย
นอกจากนั้นนักเรียนยังได้เรียนคอมพิวเตอร์ที่ทันสมัย เรียนว่ายน้ำ มีทัศนศึกษานอกสถานที่?นักเรียนจะศึกษาและเข้าใจเรื่องราว ความรู้ ยุคใหม่ แบบอย่างของโลกตะวันตก บนพื้นฐานความงดงามของวัฒนธรรมและประเพณีของไทย
โครงสร้างหลักสูตรสองภาษา (Billingual) ในแต่ละระดับชั้น
ชั้นอนุบาล 1 อัตราส่วนการสอนระหว่างภาษาอังกฤษและภาษาไทยเท่ากับ 50 % : 50 % เนื้อหา ที่เรียน ครูผู้สอนจะจัดกิจกรรมที่หลากหลายเพื่อตอบสนองความสนใจของผู้เรียน รวมทั้งสร้างบรรยากาศในห้องเรียนให้เอื้อต่อการเรียนรู้ เช่น จัดมุมต่าง = มุมบล็อก มุมเครื่องเล่นสัมผัส มุมเกมการศึกษา มุมศิลปะ มุมหนังสือ เพื่อให้ผู้เรียนได้ทำกิจกรรมตามความสนใจ และครูจะเป็นผู้สังเกตและ ให้การสนับสนุนจัดกระบวนการเรียนการสอน ที่เอื้อต่อการพัฒนาความสามารถของผู้เรียน ให้เต็มตามศักยภาพและสอดคล้องเป็นไปตามจุดประสงค์ของการเรียนรู้ในแต่ละ ระดับ โดยปรับผู้เรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ และปรับบทบาทของครูเป็นผู้อำนวยความสะดวก ช่วยเหลือ ชี้แนะ สนับสนุนและเอาใจใส่เด็กได้เรียนรู้อย่างเป็นกระบวนการ ด้วยวิธีการสอนที่เหมาะสมกับวัยส่งเสริมผู้เรียนให้สร้างองค์ความรู้โดย เรียนจากประสบการณ์จริง และกิจกรรมต่างๆที่เด็กได้สัมผัส ปฎิบัติด้วยตนเอง เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และเข้าใจ
ชั้นอนุบาล 2- ชั้นประถมปีที่ 1 อัตราส่วน 85 % : 15 % จากโครงสร้างหลักสูตรตามปกติในระบบสองภาษานั้น การจัดการเรียนการสอนจะเท่ากับ 50 : 50 ในรายวิชาหลัก ซึ่งในที่นี้หมายถึงวิชาคณิตศาสตร์, ภาษาอังกฤษ, พลศึกษา, ศิลปะ และสปช. (ในระดับประถม) วิทยาศาสตร์และสังคม (ในระดับมัธยม) แต่เพื่อให้นักเรียนในระดับอนุบาล – ป.1 ได้มีทักษะทางการฟังและการพูดมากขึ้น ทางโรงเรียนจึงเพิ่มอัตราส่วนให้มากขึ้นกว่าเดิมคือ 85: 15 เพื่อให้ นักเรียนได้มีพื้นฐานทางภาษาอังกฤษ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการเรียนระดับสูงต่อไป ถือเป็นบริการที่ทาง โรงเรียนจัดให้แก่นักเรียนโดยไม่ได้เพิ่มค่าใช้จ่ายอย่างใด
ชั้นประถมปีที่ 2 อัตราส่วน 70 %: 30 %
ชั้นประถมปีที่ 3-6 อัตราส่วน 50 %: 50 % ในระดับประถมนี้ จะมีการแยกรายวิชาเรียนชัดเจนขึ้น การเรียนทั้ง 2 ภาษาในวิชาหลัก ( ที่กล่าวข้างต้น) จะคิดเป็น 50: 50 โดยประมาณทั้งนี้เพราะ นักเรียนจะต้องได้รับการปูพื้นฐานในวิชาภาษาไทยให้มากขึ้น เพื่อนำไปใช้ในการสอบต่อไป ในขณะที่ชั้นประถมปีที่ 2 ยังคงมีอัตราส่วนที่อยู่ในเกณฑ์สูงกว่าปกติเพื่อให้นักเรียนมีเวลาในการปรับตัวกับการเรียนภาษาไทยได้ดีขึ้น
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 4 : อัตราส่วน 75: 25
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และ 3 : อัตราส่วน 60: 40 (ในรายวิชาหลัก)
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และ 6 : อัตราส่วน 50: 50
ชั้นมัธยม 1 และ 4 ถือเป็นพื้นฐานของระดับมัธยมต้น และมัธยมปลาย ทางโรงเรียนจึงมุ่งหวังให้นักเรียน เตรียมพร้อมสำหรับการเรียนภาษาอังกฤษในระดับสูง เพื่อสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันและสำหรับการเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย
ชั้นมัธยม 2 และ 3 นักเรียน บางคนอาจจะต้องเตรียมตัวสำหรับ การสอบเรียนต่อในระดับมัธยมปลายของโรงเรียนรัฐบาล นักเรียนจึงต้องเตรียมพร้อมสำหรับวิชาในภาคภาษาไทยให้มากขึ้น เพื่อการสอบแข่งขันในอนาคต
สำหรับนักเรียนชั้นมัธยม 5 และ 6 ทุก คนต้องเตรียมตัวสำหรับการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ทาง โรงเรียนจึงสนับสนุนให้นักเรียนได้รับความรู้ในภาคภาษาไทยอย่างเต็มที่ ในขณะเดียวกันนักเรียนทุกคนยังคงได้เรียนภาษาอังกฤษจากคุณครูชาวต่างชาติ อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เพราะเมื่อนักเรียนเรียนจบชั้นสูงสุดของทางโรงเรียน คือ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 นักเรียนจะมีทางเลือกทางการศึกษาต่อได้มากกว่า 1 ทาง ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ มหาวิทยาลัยระบบนานาชาติ หรือการศึกษาต่อในต่างประเทศ ซึ่งทางโรงเรียนได้จัดโครงการพิเศษไว้ให้กับนักเรียนเช่นกัน
ชั้นมัธยม 2 และ 3 นักเรียน บางคนอาจจะต้องเตรียมตัวสำหรับ การสอบเรียนต่อในระดับมัธยมปลายของโรงเรียนรัฐบาล นักเรียนจึงต้องเตรียมพร้อมสำหรับวิชาในภาคภาษาไทยให้มากขึ้น เพื่อการสอบแข่งขันในอนาคต
สำหรับนักเรียนชั้นมัธยม 5 และ 6 ทุก คนต้องเตรียมตัวสำหรับการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ทาง โรงเรียนจึงสนับสนุนให้นักเรียนได้รับความรู้ในภาคภาษาไทยอย่างเต็มที่ ในขณะเดียวกันนักเรียนทุกคนยังคงได้เรียนภาษาอังกฤษจากคุณครูชาวต่างชาติ อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เพราะเมื่อนักเรียนเรียนจบชั้นสูงสุดของทางโรงเรียน คือ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 นักเรียนจะมีทางเลือกทางการศึกษาต่อได้มากกว่า 1 ทาง ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ มหาวิทยาลัยระบบนานาชาติ หรือการศึกษาต่อในต่างประเทศ ซึ่งทางโรงเรียนได้จัดโครงการพิเศษไว้ให้กับนักเรียนเช่นกัน
หลักสูตรการศึกษา
เป็นหลักสูตรที่กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้ในการพัฒนาผู้เรียนตั้งแต่ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 สำหรับผู้เรียนทุกคนทุกกลุ่มเป้าหมายสามารถปรับใช้ได้กับการศึกษาทุกรูปแบบ ทั้งในระบบ นอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย ในส่วนของการจัดการศึกษาปฐมวัย กำหนดให้มีหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยเป็นการเฉพาะ เพื่อเป็นการสร้างเสริมพัฒนาการและเตรียมผู้เรียนให้มีความพร้อมในการเข้า เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานที่สถานศึกษานำไปใช้จัดการเรียนรู้ในสถาน ศึกษานั้น กำหนดโครงสร้างที่เป็นสาระการเรียนรู้ จำนวนเวลาอย่างกว้างๆ มาตรฐานการเรียนรู้ที่แสดงคุณภาพผู้เรียนเมื่อเรียนจบ 12 ปี และเมื่อจบการเรียนรู้แต่ละช่วงชั้นของสาระการเรียนรู้แต่ละกลุ่ม สถานศึกษาต้องนำโครงสร้างดังกล่าวนี้ไปจัดทำเป็นหลักสูตรสถานศึกษา โดยคำนึงถึงสภาพปัญหา ความพร้อม เอกลักษณ์ ภูมิปัญญาท้องถิ่นและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ทั้งนี้สถานศึกษาต้องจัดทำรายวิชาในแต่ละกลุ่มให้ครบถ้วนตามมาตรฐานที่กำหนด
สถานศึกษาต้องจัดสาระการเรียนรู้ให้ครบทั้ง 8 กลุ่มในทุกชั้น ให้เหมาะสมกับธรรมชาติการเรียนรู้ และระดับพัฒนาการของผู้เรียน โดยในช่วงการศึกษาภาคบังคับ คือ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จัดหลักสูตรเป็นรายปี และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 – 6 จัดเป็นหน่วยกิต ดังนี้
ช่วงชั้นที่ 1 และ 2 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 และปีที่ 4-6 การศึกษาระดับนี้เป็นช่วงแรกของการศึกษาภาคบังคับ หลักสูตรที่จัดขึ้นมุ่งเน้นให้ผู้เรียนพัฒนาคุณภาพชีวิต กระบวนการเรียนรู้ทางสังคม ทักษะพื้นฐานด้านการอ่าน การเขียน การคิดคำนวณ การคิดวิเคราะห์ การติดต่อสื่อสาร และพื้นฐานความเป็นมนุษย์ เน้นการบูรณาการอย่างสมดุลทั้งในด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ สังคม และวัฒนธรรม
ช่วงชั้นที่ 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 เป็นช่วงสุดท้ายของการศึกษาภาคบังคับ มุ่งเน้นให้ผู้เรียนสำรวจความสามารถ ความถนัด ความสนใจของตนเอง และพัฒนาบุคลิกภาพส่วนตน พัฒนาความสามารถ ทักษะพื้นฐานด้านการเรียนรู้ และทักษะในการดำเนินชีวิต ให้มีความสมดุล ทั้งด้านความรู้ ความคิด ความสามารถ ความดีงาม และความรับผิดชอบต่อสังคม สามารถเสริมสร้างสุขภาพส่วนตนและชุมชน มีความภูมิใจในความเป็นไทย ตลอดจนใช้เป็นพื้นฐานในการประกอบอาชีพหรือศึกษาต่อ
ช่วงชั้นที่ 4 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 – 6 เป็นหลักสูตรที่มุ่งเน้นการศึกษา เพื่อเพิ่มพูนความรู้และทักษะเฉพาะด้าน มุ่งปลูกฝังความรู้ ความสามารถ และทักษะในวิทยาการและเทคโนโลยี เพื่อให้เกิดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการศึกษาต่อและการประกอบอาชีพ มุ่งมั่นพัฒนาตนและประเทศตามบทบาทของตน สามารถเป็นผู้นำ และผู้ให้บริการชุมชนในด้านต่างๆ ลักษณะหลักสูตรในช่วงชั้นนี้จัดเป็นหน่วยกิต เพื่อให้มีความยืดหยุ่นในการจัดแผนการเรียนรู้ที่ตอบสนองความสามารถ ความถนัด ความสนใจ ของผู้เรียนแต่ละคนทั้งด้านวิชาการและวิชาชีพ
การเรียนการสอนระดับมัธยมศึกษา
โรงเรียนสารสาสน์วิเทศบางบอน ได้เปิดการเรียนการสอนในระดับช่วงชั้นที่ 4 (มัธยมศึกษาตอนปลาย) มาตั้งแต่ปีการศึกษา 2548 ได้รับความไว้วางใจจากท่านผู้ปกครองเป็นอย่างดี ดังนั้นในปีการศึกษา 2553 ทางโรงเรียนจึงได้เปิด แผนการเรียนเพิ่มจากเดิมอีก 1 แผนการเรียน คือ แผนการเรียนภาษอังกฤษ – อุตสาหกรรมบริการ เป็นการเปิดทางเลือกให้แก่นักเรียนที่มีความสามารถพิเศษในอันที่จะเลือก เรียนได้ตามความชอบและความถนัด ทำให้ในเวลานี้โรงเรียนสารสาสน์วิเทศบางบอนมีการจัดแผนการเรียนการสอนทั้ง หมด 8 แผนการเรียน คือ
1. แผนการเรียนคณิตศาสตร์ – วิทยาศาสตร์
2. แผนการเรียนคณิตศาสตร์ – ภาษาอังกฤษ
3. แผนการเรียนภาษาอังกฤษ – ภาษาจีน
4. แผนการเรียนภาษาอังกฤษ – ภาษาฝรั่งเศส
5. แผนการเรียนภาษาอังกฤษ – ดนตรี
6. แผนการเรียนภาษาอังกฤษ – ศิลปกรรม
7. แผนการเรียนภาษาอังกฤษ – ภาษาญี่ปุ่น
8. แผนการเรียนภาษาอังกฤษ – อุตสาหกรรมบริการ
3. แผนการเรียนภาษาอังกฤษ – ภาษาจีน
4. แผนการเรียนภาษาอังกฤษ – ภาษาฝรั่งเศส
5. แผนการเรียนภาษาอังกฤษ – ดนตรี
6. แผนการเรียนภาษาอังกฤษ – ศิลปกรรม
7. แผนการเรียนภาษาอังกฤษ – ภาษาญี่ปุ่น
8. แผนการเรียนภาษาอังกฤษ – อุตสาหกรรมบริการ
9.?แผนการเรียนภาษาอังกฤษ – การสื่อสารมวลชน
เป้าหมายและผลที่คาดว่าจะได้รับ
1. นักเรียนมีทัศนคติที่ดีต่อภาษาอังกฤษ และสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี
2. เด็กได้เรียนรู้ทั้งวิชาหลักเหมือนนักเรียนไทยทั่วไป และยังได้เรียนรู้เนื้อหาเดียวกัน แต่มากกว่าใน รายละเอียดเป็นภาษาอังกฤษ
3. เด็กเกิดวุฒิภาวะของการรับผิดชอบต่อตนเองสูงสุดจากแนวการสอนแบบอารยประเทศ โดยครูเจ้าของ ภาษาและครูชาวไทยที่ให้การดูแลอย่างใกล้ชิด
4. เยาวชนยังคงไว้ซึ่งขนบธรรมเนียมอันดีงามของไทย ควบคู่ไปกับความรอบรู้ด้านวิทยาการใหม่ๆ และมี โลกทัศน์ (World Vision) ที่กว้างขึ้น
5. ได้เยาวชนที่เป็นพลังของชาติ เป็นทรัพยากรบุคคลที่มีประสิทธิภาพ มีความรู้กว้างไกล มีความรับผิดชอบ ต่อตนเอง สังคมและประเทศชาติ รักความสามัคคีและการทำงานเป็นหมู่คณะ ซึ่งจะเป็นกำลังที่สำคัญใน การพัฒนาประเทศสืบต่อไป
2. เด็กได้เรียนรู้ทั้งวิชาหลักเหมือนนักเรียนไทยทั่วไป และยังได้เรียนรู้เนื้อหาเดียวกัน แต่มากกว่าใน รายละเอียดเป็นภาษาอังกฤษ
3. เด็กเกิดวุฒิภาวะของการรับผิดชอบต่อตนเองสูงสุดจากแนวการสอนแบบอารยประเทศ โดยครูเจ้าของ ภาษาและครูชาวไทยที่ให้การดูแลอย่างใกล้ชิด
4. เยาวชนยังคงไว้ซึ่งขนบธรรมเนียมอันดีงามของไทย ควบคู่ไปกับความรอบรู้ด้านวิทยาการใหม่ๆ และมี โลกทัศน์ (World Vision) ที่กว้างขึ้น
5. ได้เยาวชนที่เป็นพลังของชาติ เป็นทรัพยากรบุคคลที่มีประสิทธิภาพ มีความรู้กว้างไกล มีความรับผิดชอบ ต่อตนเอง สังคมและประเทศชาติ รักความสามัคคีและการทำงานเป็นหมู่คณะ ซึ่งจะเป็นกำลังที่สำคัญใน การพัฒนาประเทศสืบต่อไป
การเรียนการสอนแบบนานาชาติ (International Education Programme)
เป็นการจัดการเรียนการสอนที่มุ่งให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์เทียบเคียงมาตรฐานสากล คือ ผู้เรียนมีศักยภาพเป็นพลโลก คือ เป็นเลิศวิชาการ สื่อสองภาษา ล้ำหน้าความคิด ผลิตงานอย่างสร้างสรรค์ ทั้งนี้นักเรียนจะได้เรียนเนื้อหาวิชาการต่างๆ ใน 8 กลุ่มสาระพื้นฐานตามหลักสูตรแกนกลางของกระทรวงศึกษาธิการเป็นภาษาอังกฤษ กับครูเจ้าของภาษา (อเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย แคนาดา นิวซีแลนด์) ยกเว้นในบางรายวิชา อาทิ ภาษาไทย ประวัติศาสตร์ไทย พุทธศาสนา และลูกเสือ-เนตรนารี โดยการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน จะมุ่งเน้นที่ตัวนักเรียนเป็นสำคัญเพื่อให้นักเรียนได้มีส่วนร่วมในการเรียนรู้ และมีโอกาสได้ลงมือปฏิบัติจริง ซึ่งจะส่งผลให้นักเรียนสามารถใช้ภาษาอังกฤษผ่านการเรียนรู้ในวิชาต่างๆ ได้ดีเทียบเท่ากับการใช้ภาษาไทย หรือการเรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองอย่างแท้จริง




